ธนาคารโลกจ่อลดเศรษฐกิจไทยเม.ย.นี้เหตุงบฯล่าช้า

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากรายงานเศรษฐกิจไทยปี 2567 ฉบับทบทวนล่าสุดที่จะเผยแพร่ โดยในเดือนเม.ย.นี้ อาจมีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงจากระดับที่คาดการณ์ไว้เดิมในเดือนธ.ค.2566 ที่ว่า ปีนี้ (2567) จีดีพีของไทยจะขยายตัวได้ 3.2% คงต้องปรับลดลงมาอีก ทั้งนี้ สาเหตุเนื่องจากปัจจัยภายในประเทศเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า การส่งออกที่ยังคงอ่อนแอ ภาวะเศรษฐกิจโลก และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน

โดยธนาคารโลก ยังแนะไทยควรจะลงทุนทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะยกระดับการเติบโตของจีดีพี เพราะจีดีพีของไทยยังโตที่ระดับราวๆ 3% เราควรจะไปได้ถึง 4% หรือ 5% จึงจะสามารถไปได้เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง จึงต้องลงทุนในทุนมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยรวม

ในส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น โครงการแลนด์บริดจ์ทางธนาคารโลกยังไม่ได้มองในรายละเอียด แต่ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว เช่นโครงการอีอีซี เห็นว่า มีโอกาสที่จะขยายการเชื่อมโยงและโลจิสติกส์ทั้งในไทยและรวมไปถึงภูมิภาคอาเซียน การเชื่อมโยงทางถนนและรถไฟ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ และทำให้กฎระเบียบของไทยเอื้อต่อการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

“ที่น่าห่วงคือหนี้ครัวเรือนไทยถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน อาจจะกลายมาเป็นตัวบั่นทอนการบริโภคของเอกชน นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการส่งออกที่ชะลอ และการใช้จ่ายงบที่ล่าช้าเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจของไทย”

สำหรับเงินเฟ้อของไทยที่ลดลงมาติดต่อกันหลายเดือน จนมีความกังวลจะเกิดเงินฝืดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเงินฝืด เพราะเงินฝืดคือทุกหมวดสินค้าปรับราคาลดลงเนื่องจากว่าเศรษฐกิจซบเซา ไม่มีกำลังซื้อ แต่ไทยสินค้าที่ราคาลดลงเป็นแค่หมวดที่ราคาในตลาดโลกลดลงจึงไม่ถือว่าเป็นเงินฝืด แต่เรียกว่าเป็นเงินเฟ้อที่ลดลงชั่วคราวจากมาตรการ“ตรึงราคา” ไทยยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อแฝงอยู่ แต่ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของเงินฝืด.